สำนักงาน บริษัท ทศธรรม จำกัด ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๓ โดยใช้ชื่อว่า "สำนักงานทศธรรม ทนายความ" สำนักงานแห่งแรกตั้งอยู่ ณ เลขที่ ๒๑๔๐/๕๖๑ ซอยเกศรี ๓ ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร มีผู้ร่วมก่อตั้ง ๓ คน คือ นายสุพจน์ แก้วมณี นายวชิระ สังขทรัพย์ และนายอภิชน วีระสกุลวงศ์ บริการให้คำปรึกษาด้านอรรถคดีและรับว่าความคดีทุกประเภท จนประสบความสำเร็จ โดยมีลูกความที่เป็นบุคคลธรรมดา และนิติบุคคลต่าง ๆ มาใช้บริการเป็นจำนวนมาก ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๓๖ ได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัด ชื่อว่า "บริษัท ทศธรรม จำกัด" โดยให้บริการในลักษณะเดิม แต่ได้ขยายงานตามปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น จนได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจแก่ลูกความเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากมีการขยายงานและมีทนายความเพิ่มขึ้น ทำให้พื้นที่ใช้สอยของสำนักงานเดิมมีความคับแคบ ดังนั้นจึงได้มีการย้ายสำนักงานใหม่ เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑ มาอยู่ ณ เลขที่ ๑๑/๔๔๕-๔๔๖ อาคารลุมพินีวิลล์ ถนนรามคำแหง ๔๔ แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยประมาณ ๑๐๐ ตารางเมตร และเพื่อให้เป็นไปตามประกาศของนายทะเบียนสภาทนายความ ฉบับที่ ๒/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๔๖ เรื่องจัดตั้งสำนักงานทนายความ เมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๑ บริษัท ทศธรรม จำกัด จึงได้จดทะเบียนสำนักงานทนายความต่อสภาทนายความ ปัจจุบันบริษัท ทศธรรม จำกัด มีนายสุพจน์ แก้วมณี, นายพงษ์ศักดิ์ พัฒนบัณฑิต, นายวิลาศ แก้วบุตร และนายองอาจ ใบงาม เป็นกรรมการ โดยมีนายวิชชานนต์ บู่สาลี อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา เป็นที่ปรึกษา
Untitled Document
เว็บหน่วยงานราชการ
  
  
  
  
  
  
  
  
  
  
บทความกฎหมายทั่วไป
สิทธิทางแพ่งของผู้เสียหายเมื่อถูกจับผิดตัว

          จากบทความเรื่อง "ทำอย่างไรเมื่อถูกจับผิดตัว" ที่ได้กล่าวถึงการคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการกระทำที่มีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายซึ่งได้มีการบัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รวมถึงสิทธิในการร้องขอให้ปล่อยตัวของผู้ถูกคุมขังในคดีอาญาหรือในกรณีอื่นใดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทั้งนี้เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น จะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการคุ้มครองและเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้ถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร

          จากแนวคิดที่ว่าสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย ถือเป็นสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 28 จึงได้มีบทบัญญัติคุ้มครองให้ "บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้ สามารถยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้เพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้" และหากมีการกระทำใดๆซึ่งมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย มาตรา 32 กำหนดให้ "ผู้เสียหาย พนักงานอัยการ หรือบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้เสียหาย มีสิทธิร้องต่อศาลเพื่อให้สั่งระงับหรือเพิกถอนการกระทำเช่นว่านั้น รวมทั้งจะกำหนดวิธีการตามสมควรหรือการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วยก็ได้

          อย่างไรก็ดี นอกจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่กำหนดให้ผู้ถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย สามารถใช้สิทธิทางศาลเพื่อเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว ยังมีบทบัญญัติของกฎหมายที่สำคัญอีกฉบับที่ต้องพิจารณาประกอบ คือ พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ซึ่งมีสาระสำคัญในการกำหนดหลักเกณฑ์ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่หากผู้เสียหายประสงค์จะฟ้องคดีต้องมีความเข้าใจในเบื้องต้นว่าการกระทำละเมิดนั้นเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ โดยกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดซึ่งเกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในกรณีที่เป็นการกระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก

          ทั้งนี้ มาตรา 5 กำหนดให้ "ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้" และ "ถ้าการทำละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่ซึ่งมิได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใด ให้ถือว่ากระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิด" ดังคำพิพากษาฎีกาที่ 5824/2543 ที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่าเป็นการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ จากกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจทั้งสามเข้าจับกุมโจทก์ ซึ่งถือได้ว่ามีการปฏิบัิติหน้าที่เกิดขึ้นแล้ว การควบคุมตัวโจทก์เพื่อไปส่งที่สถานีตำรวจย่อมถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่เช่นกัน หากข้อเท็จจริงฟังได้ตามฟ้องว่าเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสามทำร้ายร่างกายโจทก์ขณะควบคุมโจทก์ไปส่งสถานีตำรวจ ถือได้ว่าเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสามกระทำละเมิดต่อโจทก์และเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยในฐานะที่เป็นหน่วยงานของรัฐที่เจ้าพนักงานตำรวจทั้งสามสังกัดอยู่ได้

          แต่ถ้าปรากฏข้อเท็จจริงว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐได้กระทำละเมิดไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง มาตรา 8 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย มีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่หน่วยงานของรัฐจ่ายให้แก่ผู้เสียหายคืนได้ และอย่างไรจะถือว่าเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเป็นรายกรณีไป โดยอาจพิจารณาจากลักษณะของการกระทำของบุคคลนั้นว่าได้กระทำไปโดยขาดความระมัดระวังตามมาตรฐานของบุคคลทั่วไปอย่างมาก เช่น ตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาที่ 1789-1790/2518 กรณีโรงงานของจำเลยเผาเศษปอ ทำให้มีควันดำปกคลุมถนนจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า จนเป็นเหตุให้มีรถขับมาชนท้ายรถโจทก์ซึ่งจอดอยู่ได้รับความเสียหาย และเหตุการณ์เช่นนี้ได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง แต่จำเลยก็ปล่อยปละละเลยไม่เปลี่ยนวิธีการเผาเศษปอ ถือได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

          นอกจากนี้ ถ้าเป็นการกระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกซึ่งมิได้เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ มาตรา 6 กำหนดให้ "เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดในการนั้นเป็นการเฉพาะตัว ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรงแต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้" ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เคยให้ความเห็นไว้ในกรณีการยักยอกเงินขององค์การบริหารส่วนตำบลถ้ำทะลุ ว่าการที่หัวหน้าส่วนการคลังได้เขียนเช็คเบิกเงินเกินกว่าจำนวนเงินที่ตั้งเบิกและนำไปเบิกเงินจากธนาคาร และรับเงินที่ราษฎรมาชำระภาษีและค่าธรรมเนียม แล้วไม่นำเข้าบัญชีเงินฝากของ อบต. แต่เบียดบังเงินดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ส่วนตน ถือเป็นการกระทำโดยทุจริตเพื่อให้ตนเองได้รับประโยชน์ เป็นการกระทำความผิดทางอาญา มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่

          สำหรับการที่จะใช้สิทธิทางศาลยังศาลใด ระหว่างศาลยุติธรรมและศาลปกครอง มีคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ 22/2547 ได้วินิจฉัยเขตอำนาจศาลที่น่าสนใจไว้ในคดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐว่า ระหว่างเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดี ควบคุมตัวผู้ตายซึ่งเป็นบุตรของผู้ฟ้องคดีทั้งสองไว้ ได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่ใส่กุญแจห้องควบคุมผู้ต้องหาอื่น ทำให้ผู้ต้องหาอื่น 9 คน เข้ารุมทำร้ายผู้ตายในห้องควบคุมจนถึงแก่ความตาย โดยเจ้าพนักงานตำรวจไม่ห้ามปรามทั้งที่สามารถกระทำได้ จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ตายถึงแก่ความตายขณะอยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าพนักงานตำรวจ เป็นการใช้อำนาจในการควบคุมตัว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดทางอาญา และเป็นการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มิใช่การใช้อำนาจทางปกครอง จึงต้องอยู่ในอำนาจพิจารณาพิาพากษาของศาลยุติธรรม

          เช่นเดียวกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 213/2549 และ 65/2553 ที่ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยไปในแนวทางเดียวกันว่าการดำเนินการของเจ้าพนักงานตำรวจตามกฎหมายที่มีบทลงโทษทางอาญา และมีประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดอำนาจไว้เป็นการเฉพาะ ถือเป็นการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มิใช่การใช้อำนาจทางปกครองจึงต้องอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

          การใช้สิทธิทางศาลไม่ใช่วิธีการเดียวที่จะเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำละเมิดอันเกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้เสียหายสามารถเลือกใช้วิธีการร้องขอให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ ตามมาตรา 11 และหน่วยงานของรัฐต้องพิจารณาคำขอโดยไม่ชักช้าให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน และสามารถขอขยายเวลาได้อีก 180 วัน

          จะเห็นได้ว่า จากสภาพปัจจุบันการจะบังคับให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคน ประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายอาจเป็นไปได้ยาก หรือ ในบางกรณีแม้ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐจะได้พยายามและระมัดระวังอย่างเต็มที่แล้ว แต่ก็ยังสามารถที่จะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ได้ พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 จึงได้กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดซึ่งเกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ เพื่อประโยชน์แก่ผู้เสียหายที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรม โดยมีทางเลือกในการดำเนินการสองทาง คือ การใช้สิทธิทางศาล และการร้องขอต่อหน่วยงานของรัฐให้พิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เพื่อคุ้มครองและเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำละเมิด

        สราวุธ เบญจกุล

รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม

(ขอขอบคุณบทความดีๆจากห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ศาลยุติธรรม)


ทำอย่างไรเมื่อถูกจับผิดตัว

            จากกรณีที่ศาลจังหวัดพระโขนงมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายขังและปล่อยตัว นายสมใจ แซ่ลิ้ม ที่ถูกตำรวจจับกุมในข้อหาคดียาเสพติด และถูกนำตัวไปคุมขังยังทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลางไปทันที เนื่องจากรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า นายสมใจ แซ่ลิ้ม ที่ถูกจับกุมและคุมขังไม่ใช่ผู้ต้องหาที่กระทำความผิด เพียงแต่เป็นบุคคลที่มีชื่อและนามสกุลเหมือนกับผู้ต้องหาอีกคนเท่านั้น จะเห็นได้ว่าศาลยุติธรรมให้ความสำคัญกับการดำเนินกระบวนการทางศาลเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคลของประชาชน ซึ่งเป็นสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

            รัญธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 32 ได้บัญญัติรับรองหลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายไว้ โดยเฉพาะในเรื่องของการจับและการคุมขังบุคคลที่จะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ อย่างไรก็ดี หากปรากฏข้อเท็จจริงในภายหลังว่าได้มีการจับกุมและคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการกระทำที่มีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย รัฐธรรมนูญกำหนดให้ "ผู้เสียหาย พนักงานอัยการ หรือบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้เสียหาย มีสิทธิร้องต่อศาลเพื่อให้สั่งระงับหรือเพิกถอนการกระทำเช่นว่านั้น รวมทั้งจะกำหนดวิธีการตามสมควรหรือการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วยก็ได้"

            นอกจากนี้ เพื่อให้หลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในชีวิติและร่างกายสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ได้กำหนดขั้นตอนและเงื่อนไขตั้งแต่การออกหมาย การจับกุมผู้กระทำความผิด ไปจนถึงการนำตัวผู้กระทำความผิดไปคุมขังไว้อย่างละเอียด รวมถึงวิธีแก้ไขในกรณีที่มีการอ้างว่ามีการคุมขังบุคคลใดบุคคลหนึ่งในคดีอาญาหรือในกรณีอื่นใดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยมาตรา 90 กำหนดให้บุคคลดังต่อไปนี้ มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยบุคคลที่ถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญานั้น ได้แก่

            (1) ผู้ถูกคุมขังเอง

            (2) พนักงานอัยการ

            (3) พนักงานสอบสวน

            (4) ผู้บัญชาการเรือนจำหรือพัศดี

            (5) สามี ภริยา หรือญาติของผู้นั้น หรือบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้ถูกคุมขัง

            ทั้งนี้ เมื่อศาลได้รับคำร้องขอให้ปล่อย จะต้องดำเนินการไต่สวนฝ่ายเดียวโดยด่วน และหากศาลเห็นว่าคำร้องนั้นมีมูล ศาลมีอำนาจสั่งผู้คุมขังให้นำตัวผู้ถูกคุมขังมาศาลโดยพลัน และถ้าผู้คุมขังแสดงให้เห็นเป็นที่พอใจแก่ศาลไม่ได้ว่าการคุมขังเป็นการชอบด้วยกฎหมาย ให้ศาลสั่งปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังไปทันที วึ่งในกรณีของนายสมใจ แซ่ลิ้ม เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2554 นายธงชัย ฉัตรเพิ่มพร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดพระโขนง ได้รับจดหมายจากนางสุรินทร์ พิกุลขาว ขอให้ปล่อยตัวนายสมใจ แซ่ลิ้ม สามี ซึ่งมีอาชีพรับจ้างเลี้ยงหมู ในอำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี จากการคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากนายสมใจสามีตนไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิดฐานมียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และน่าจะเป็นการจับผิดตัว

            ศาลจึงได้มีคำสั่งให้ไต่สวนคำร้องขอให้ปล่อยตามมาตรา 90 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโดยด่วน และเมื่อนางสุรินทร์ได้เดินทางมาถึงศาลเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2554 ศาลได้ทำการไต่สวนพยานผู้ร้องรวม 5 ปาก รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมนายอนันต์ มีกุล หรือมีสกุล และนายสุรเชษฐ์ กลั่นคำ สองผู้ต้องหาที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจล่อซื้อและจับกุมได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน จำนวน 2,000 มเ็ด ที่ให้การว่าได้ร่วมกับนายสมใจ แซ่ลิ้ม อาชีพรับจ้างขับรถทัวร์ ร่วมกันค้ายาเสพติดให้โทษ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เคยเห็นหน้าคนร้ายและยืนยันได้ว่านายสมใจ แซ่ลิ้ม ผู้ต้องหาที่จับกุมมา ไม่ใช่นายสมใจ หรือ ใจ แซ่ลิ้ม คนร้ายที่ร่วมกระทำความผิด ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงรับฟังได้ว่า เป็นการคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ศาลจึงมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายขัง และให้ออกหมายปล่อยตัวนายสมใจ แซ่ลิ้ม ไปทันทีในวันเดียวกัน

            อย่างไรก็ดี สิืทธิที่จะร้องขอให้ปล่อยตามาตรา 90 จะมีอยู่เพียงระยะเวลาที่ถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ดังนั้น หากในระหว่างที่มีการยื่นคำร้องขอให้้ปล่อย หรือการไต่สวนคำร้องขอให้ปล่อยนั้นยังไม่ถึงที่สุด และผู้ถูกคุมขังได้รับการปล่อยตัวไปแล้วในระหว่างนั้น ศาลชอบที่จะจำหน่ายคดีนั้น และสิทธิของบุคคลที่ร้องขอให้ปล่อยย่อมระงับไป

            ดังตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาที่ 4827/2550 (ประชุมใหญ่) ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิของผู้ถูกคุมขังในการยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยตัว จากการควบคุมหรือขังโดยผิดกฎหมายตามมาตรา 90 นั้น มีอยู่เพียงชั่วระยะเวลาที่ผู้ถูกคุมขังยังถูกควบคุมหรือขังไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น เมื่อปรากฏว่าหลังจากผู้ร้องถูกควบคุมตัว พนักงานสอบสวนได้ปล่อยตัวชั่วคราวไปแล้วโดยให้ผู้ร้องทำสัญญาประกันไว้ จึงไม่มีการควบคุมตัวผู้ร้องอีกต่อไป ผู้ร้องจึงไม่อาจร้องขอตามมาตรา 90 ได้ แต่ในส่วนของการจับหากเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะดำเนินคดีแก่เจ้าพนักงานตำรวจที่จับผู้ร้อง ด้วยการร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานหรือฟ้องคดีต่อศาลด้วยตนเองตามบทบัญญัติของกฎหมายต่อไป

            ดังนั้น การคุมขังบุคคลใดบุคคลหนึ่งจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ดังเช่นในกรณีของนายสมใจ แซ่ลิ้ม ที่ถือว่าได้รับผลกระทบโดยตรงจากการถูกลิดรอนสิทธิและเสรีภาพในร่างกายตามที่บัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กฎหมายจึงต้องมีมาตรการที่จะคุ้มครองเมื่อมีการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายเช่นว่านั้นเกิดขึ้น โดยกำหนดให้ศาลมีอำนาจที่จะต้องทำการไต่สวนหาความจริงว่ามีการควบคุม กักขัง โดยมิชอบด้วยกฎหมายจริงหรือไำม่ หากเป็นจริงศาลต้องมีคำสั่งให้ปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังนั้นไปทันที ทั้งนี้ ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานเป็นรายกรณีไป

    สราวุธ เบญจกุล

รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม

(ขอขอบคุณบทความดีๆจากห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ศาลยุติธรรม)

ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย
BZMGjSXksEvBoTXiQ อ่าน[6] ตอบ[0]
LmmugaNxeHPmh อ่าน[2] ตอบ[0]
BPHCfxvwTEvH อ่าน[1] ตอบ[0]
ขอทราบความเห็นทางกฎหมาย อ่าน[13] ตอบ[0]
หัวข้อ 1 อ่าน[62] ตอบ[8]
หมวดหมู่กฎหมาย
WWW.LAWTST.COM